ข้ามไปเนื้อหา
MakerGo · Learn - Innovative - Go Future
เข้าสู่ระบบ / สมัคร

AI Marketing คืออะไร ใช้ AI กับงานการตลาดผ่านกรอบ 3 ระยะอย่างไร

AI Marketing คือการนำปัญญาประดิษฐ์มาช่วยทำความเข้าใจตลาด วิเคราะห์ลูกค้า วางกลยุทธ์ และดำเนินกิจกรรมทางการตลาด โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใช้ AI เขียนโพสต์หรือสร้างภาพ แต่ครอบคลุมตั้งแต่การเก็บข้อมูล การเลือกกลุ่มเป้าหมาย การพัฒนาข้อเสนอ ไปจนถึงการวัดผลและปรับแผน

ทุกวันนี้หลายคนเริ่มใช้ AI ทำคอนเทนต์ เขียนแคปชัน คิดหัวข้อ หรือสร้างภาพได้เร็วขึ้น

เรื่องเหล่านี้มีประโยชน์ครับ แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ AI Marketing เท่านั้น

ถ้าเราใช้ AI สร้างคอนเทนต์ทันที โดยยังไม่เข้าใจเป้าหมาย ธุรกิจ ลูกค้า และข้อเสนอ สิ่งที่ได้มักเป็นคอนเทนต์ที่ดูดี แต่ไม่รู้ว่าจะช่วยให้ธุรกิจเดินไปทางไหน

กรอบการทำงาน AI Marketing แบบ 3 ระยะจึงช่วยให้เราเห็นภาพว่า AI ควรถูกนำมาใช้ตั้งแต่ก่อนวางแผน ระหว่างตัดสินใจ และหลังลงมือทำอย่างไร

กรอบการทำงาน AI Marketing แบบ 3 ระยะคืออะไร

กรอบการทำงาน AI Marketing แบบ 3 ระยะ แบ่งกระบวนการตลาดออกเป็น

  1. Marketing Research วิจัยและทำความเข้าใจตลาด
  2. Marketing Strategy วางกลยุทธ์ผ่าน STP
  3. Marketing Action ลงมือทำผ่าน 4Ps และ 4Cs

ทั้งสามระยะทำงานเป็นวงจร เมื่อธุรกิจลงมือทำแล้ว ข้อมูลผลลัพธ์จะถูกนำกลับมาวิเคราะห์ เพื่อปรับกลยุทธ์และกิจกรรมทางการตลาดในรอบต่อไป

พูดง่าย ๆ คือ

เก็บข้อมูลให้เป็น วิเคราะห์ให้เข้าใจ วางกลยุทธ์ให้ชัด แล้วค่อยใช้ AI ช่วยลงมือทำและวัดผล

Mechanical AI คืออะไร

Mechanical AI คือ AI หรือระบบอัตโนมัติที่ช่วยจัดการงานซ้ำ ๆ ให้มีมาตรฐานและทำงานได้สม่ำเสมอ

ตัวอย่างเช่น

AI ระดับนี้เหมาะกับงานที่มีขั้นตอนชัดเจนและไม่ต้องใช้การตีความมาก

Thinking AI คืออะไร

Thinking AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ค้นหารูปแบบ คาดการณ์ และเสนอทางเลือกเพื่อประกอบการตัดสินใจ

ตัวอย่างเช่น

AI สามารถช่วยย่อยข้อมูลจำนวนมากได้เร็วขึ้น แต่คนยังต้องตรวจสอบสมมติฐาน คุณภาพข้อมูล และเลือกว่าจะนำคำแนะนำใดไปใช้

Feeling AI คืออะไร

Feeling AI เน้นทำความเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก และบริบทของผู้รับสาร เพื่อช่วยให้การสื่อสารเหมาะกับสถานการณ์มากขึ้น

ตัวอย่างเช่น

AI อาจช่วยวิเคราะห์สัญญาณทางอารมณ์ได้ แต่ไม่ควรถูกมองว่าเข้าใจมนุษย์ได้สมบูรณ์ การตัดสินใจในเรื่องละเอียดอ่อนยังต้องอาศัยคนครับ

ระยะที่ 1 ใช้ AI ช่วยวิจัยตลาด

Marketing Research คือขั้นตอนที่ธุรกิจรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อทำความเข้าใจตลาด คู่แข่ง ลูกค้า และสถานการณ์ก่อนตัดสินใจ

AI สามารถเข้ามาช่วยใน 3 ส่วนสำคัญ

ใช้ AI ช่วยรวบรวมข้อมูล

Mechanical AI ช่วยลดเวลาจากงานรวบรวมข้อมูลซ้ำ ๆ เช่น

ก่อนนำข้อมูลไปใช้ ควรตรวจสอบเรื่องสิทธิ์ ความเป็นส่วนตัว และความครบถ้วนของข้อมูลด้วย

ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ตลาด

Thinking AI สามารถช่วยหาความสัมพันธ์หรือรูปแบบที่คนอาจมองไม่เห็นได้ทันที เช่น

AI ช่วยเสนอสิ่งที่น่าสนใจให้เราตรวจต่อได้ แต่ไม่ควรสรุปว่าเป็นสาเหตุโดยอัตโนมัติ เพราะข้อมูลที่สัมพันธ์กันอาจไม่ได้หมายความว่าสิ่งหนึ่งทำให้อีกสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเสมอไป

ใช้ AI ช่วยทำความเข้าใจลูกค้า

Feeling AI ช่วยวิเคราะห์ความคิดเห็น รีวิว และบทสนทนา เพื่อค้นหาอารมณ์หรือข้อกังวลของลูกค้า

ตัวอย่างคำถามที่นำมาใช้วิเคราะห์ได้ เช่น

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ทีมการตลาดเขียนข้อความจากภาษาที่ลูกค้าใช้จริง แทนการคิดจากมุมของแบรนด์เพียงอย่างเดียว

ระยะที่ 2 ใช้ AI ช่วยวางกลยุทธ์ STP

หลังเข้าใจตลาดแล้ว ขั้นต่อไปคือการตัดสินใจว่า เราจะสื่อสารกับใคร และอยากให้ลูกค้าจดจำแบรนด์อย่างไร

STP ประกอบด้วย Segmentation, Targeting และ Positioning

ใช้ AI ช่วยแบ่งกลุ่มลูกค้า

Mechanical AI และระบบวิเคราะห์ข้อมูลสามารถช่วยแบ่งกลุ่มลูกค้าจากปัจจัย เช่น

การแบ่งกลุ่มที่ดีไม่จำเป็นต้องมีหลายสิบกลุ่มครับ สิ่งสำคัญคือแต่ละกลุ่มต้องแตกต่างกันมากพอที่จะนำไปออกแบบข้อเสนอหรือการสื่อสารได้

ใช้ AI ช่วยเลือกกลุ่มเป้าหมาย

Thinking AI สามารถช่วยเปรียบเทียบว่า กลุ่มใดมีศักยภาพและเหมาะกับเป้าหมายของธุรกิจมากที่สุด

ตัวอย่างเกณฑ์ที่ควรพิจารณา ได้แก่

อย่าเลือกกลุ่มเป้าหมายจากขนาดเพียงอย่างเดียว กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดอาจแข่งขันสูงและมีต้นทุนเข้าถึงแพงกว่ากลุ่มเล็กที่มีปัญหาชัดเจน

ใช้ AI ช่วยวาง Positioning

Feeling AI ช่วยวิเคราะห์ว่า ข้อความ คุณค่า หรือมุมการสื่อสารแบบใดมีโอกาสเชื่อมโยงกับลูกค้าเป้าหมาย

เราสามารถให้ AI ช่วยเสนอ Positioning หลายทางเลือก เช่น

จากนั้นมนุษย์ต้องกลับมาตรวจว่า Positioning นั้นตรงกับสิ่งที่ธุรกิจทำได้จริง แตกต่างจากคู่แข่ง และมีหลักฐานสนับสนุนหรือไม่

ระยะที่ 3 ใช้ AI ช่วยลงมือทำการตลาด

เมื่อกลยุทธ์ชัดแล้ว AI สามารถช่วยเปลี่ยนแผนให้กลายเป็นกิจกรรมทางการตลาดผ่าน 4Ps และ 4Cs

Product และ Consumer

AI สามารถช่วยวิเคราะห์ว่า ลูกค้าต้องการอะไร และสินค้าควรพัฒนาหรือสื่อสารจุดใด

ตัวอย่างการใช้งาน ได้แก่

AI ไม่ควรเป็นผู้ตัดสินว่าธุรกิจควรสร้างสินค้าอะไรเพียงลำพัง แต่ช่วยจัดข้อมูลและเสนอสมมติฐานให้ทีมทดสอบได้เร็วขึ้น

Price และ Cost

AI สามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูลด้านราคาและต้นทุนของลูกค้า เช่น

การใช้ Dynamic Pricing หรือราคาที่ต่างกันตามผู้ซื้อควรมีเกณฑ์โปร่งใสและตรวจสอบผลกระทบต่อความเป็นธรรมและความเชื่อมั่นของลูกค้า

Place และ Convenience

AI ช่วยเพิ่มความสะดวกในการค้นหา ซื้อ รับสินค้า หรือขอรับบริการได้ เช่น

เป้าหมายไม่ใช่ใช้เทคโนโลยีให้เยอะที่สุด แต่ลดขั้นตอนที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจหรือรับบริการได้ยาก

Promotion และ Communication

ส่วนนี้เป็นงานที่นักการตลาดคุ้นเคยที่สุด เพราะ Generative AI สามารถช่วยได้ตั้งแต่

อย่างไรก็ตาม หากไม่มีข้อมูลจากระยะ Research และ Strategy คอนเทนต์ที่ AI สร้างจะมีโอกาสกว้าง ซ้ำกับคู่แข่ง และไม่เชื่อมกับเป้าหมายธุรกิจ

ตัวอย่างการใช้ AI Marketing กับธุรกิจ

สมมติว่าเป็นธุรกิจให้บริการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์

ระยะวิจัยตลาด

นำคำถามจากฝ่ายขาย รีวิว และ Search Query มาให้ AI ช่วยจัดหมวดหมู่ อาจพบว่าลูกค้ากังวลเรื่อง

ระยะวางกลยุทธ์

แบ่งกลุ่มลูกค้า เช่น เจ้าของบ้าน โรงงาน และธุรกิจขนาดเล็ก แล้วเลือกสื่อสารกับกลุ่มที่ธุรกิจมีความเชี่ยวชาญและดูแลได้ดีที่สุดก่อน

จากนั้นวาง Positioning เช่น “ช่วยวางระบบโซลาร์เซลล์ให้เหมาะกับการใช้ไฟจริง พร้อมอธิบายต้นทุนและผลตอบแทนอย่างตรงไปตรงมา”

ระยะลงมือทำ

ให้ AI ช่วยพัฒนา

หลังเผยแพร่แล้ว ให้นำข้อมูลการเข้าชม คำถาม และ Conversion กลับมาวิเคราะห์ เพื่อปรับเนื้อหาและข้อเสนอในรอบถัดไป

นี่คือเหตุผลที่ AI Marketing ควรทำงานเป็นวงจร ไม่ใช่สั่ง AI สร้างโพสต์แล้วจบครับ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้ AI ทำการตลาด

เริ่มจากเครื่องมือแทนที่จะเริ่มจากเป้าหมาย

การมี AI หลายเครื่องมือไม่ได้ทำให้แผนดีขึ้น หากยังตอบไม่ได้ว่าต้องการผลลัพธ์อะไรและลูกค้าคือใคร

ให้ข้อมูล AI น้อยเกินไป

คำสั่งอย่าง “ช่วยวางแผนการตลาดให้หน่อย” ไม่มีข้อมูลมากพอสำหรับการสร้างแผนที่ตรงกับธุรกิจ

อย่างน้อยควรบอกเป้าหมาย สินค้า แบรนด์ กลุ่มเป้าหมาย Insight ข้อเสนอ ช่องทาง งบประมาณ และระยะเวลา

เชื่อคำตอบโดยไม่ตรวจสอบ

AI อาจสร้างข้อมูลผิด อ้างเหตุผลที่ไม่มีหลักฐาน หรือเสนอสิ่งที่ทำจริงไม่ได้ คนทำงานยังต้องตรวจข้อเท็จจริง ตัวเลข กฎหมาย และข้อจำกัดของธุรกิจ

วัดเพียงจำนวนคอนเทนต์ที่ผลิตได้

ผลิตโพสต์ได้มากขึ้นไม่ได้แปลว่าการตลาดดีขึ้นเสมอ ควรวัดผลที่สัมพันธ์กับหน้าที่ของเนื้อหา เช่น การเข้าถึง การมีส่วนร่วม Lead, Conversion, CPA หรือยอดขาย

ใช้ AI แทนความเข้าใจลูกค้า

AI ช่วยวิเคราะห์และจัดระบบข้อมูลได้ แต่ไม่ควรถูกใช้แทนการพูดคุยกับลูกค้า ฝ่ายขาย หรือทีมบริการที่เจอปัญหาจริงทุกวัน

เริ่มใช้ AI ทำการตลาดอย่างไร

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่ม ผมแนะนำให้ทำตามลำดับนี้ครับ

  1. เลือกสินค้าหรือบริการมา 1 รายการ
  2. กำหนดเป้าหมายธุรกิจให้ชัด
  3. รวบรวมข้อมูลลูกค้าและคำถามที่พบบ่อย
  4. แยกข้อเท็จจริงออกจากสมมติฐาน
  5. ให้ AI ช่วยวิเคราะห์และเสนอทางเลือก
  6. เลือกแนวทางที่ธุรกิจทำได้จริง
  7. สร้างแผนทดลองขนาดเล็ก
  8. กำหนด KPI ก่อนลงมือ
  9. เก็บผลลัพธ์และคำถามจากลูกค้า
  10. นำข้อมูลกลับมาปรับแผนรอบถัดไป

อย่าเพิ่งใช้ AI ทำทุกอย่างพร้อมกัน เริ่มจากงานที่มีข้อมูลชัด วัดผลได้ และช่วยลดเวลาของทีมก่อนจะเห็นประโยชน์ได้ง่ายกว่าครับ

เรียนรู้การใช้ AI วางแผนการตลาดอย่างเป็นระบบ

ถ้าเคยใช้ AI คิดไอเดียแล้วได้คำตอบเยอะมาก แต่ยังไม่รู้ว่าจะเชื่อมให้เป็นแผนเดียวกันอย่างไร ลองเรียนคอร์สฟรีของ MakerGo ได้ครับ

เทคนิคใช้ AI วางแผนการตลาดได้อย่างมือโปร

คอร์สนี้พาใช้ AI ผ่านกรอบการวางแผน 10 ขั้นตอน ตั้งแต่

เป้าหมายไม่ใช่ให้ AI คิดแทนทั้งหมด แต่ช่วยจัดระเบียบข้อมูล เสนอทางเลือก ตรวจหาจุดที่แผนไม่สอดคล้อง และเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นแผนที่นำไปทำงานต่อได้

เหมาะกับเจ้าของธุรกิจ นักการตลาด ทีมคอนเทนต์ ฟรีแลนซ์ และคนที่ต้องวางแผนสื่อสารให้ลูกค้า

สมัครสมาชิกและเข้าเรียนฟรีได้ที่
คอร์สเทคนิคใช้ AI วางแผนการตลาดได้อย่างมือโปร

ตัวอย่างคอร์ส